งานประชาสัมพันธ์ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กแบบยั่งยืน

สำหรับประกาศ และฝากข่าวประชาสัมพันธ์งานทั่วไปเท่านั้น ห้ามโพสท์ขายสินค้า

งานประชาสัมพันธ์ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กแบบยั่งยืน

โพสต์โดย imageplus เมื่อ จ. ก.ค. 05, 2010 3:12 am

สถาบันเหล็กฯ ยืนยัน เหล็กแบบครบวงจรของไทยจะพัฒนาหรือไม่พัฒนา ขึ้นอยู่กับทุกภาคส่วน


นายวิกรม วัชระคุปต์ ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ด้วยมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนต่อการศึกษาของสถาบันฯที่กำลังศึกษาอยู่ว่า มีการปักธงไว้แล้วว่าจะมีการสร้างโรงงานเหล็กแบบครบวงจรขึ้นในพื้นที่อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี สถาบันฯขอเรียนว่า การศึกษาโครงการที่สถาบันฯกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ เป็นการศึกษาเพื่อประกอบการพิจารณาในระดับนโยบายของรัฐบาลว่าจะพัฒนาหรือไม่พัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กแบบครบวงจรในประเทศไทย หากจะพัฒนาก็ต้องนำเอาข้อสังเกตของที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2553 มาประกอบการพิจารณา คือ (1) การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเพื่อกำหนดทิศทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการและ (2) การศึกษาการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเศรษฐกิจเชิงนิเวศน์ ซึ่งเป็นผลการศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาประกอบการพิจารณา หากไม่พัฒนา ก็ต้องพิจารณาทางเลือกอื่นประกอบ เพราะระบบเศรษฐกิจต้องแบกรับภาระต้นทุนนำเข้าของเหล็กที่ผันผวนไปตามราคาตลาดโลก ก็จะต้องมีการเร่งรุดพัฒนาเศรษฐกิจแขนงอื่นแทนเพื่อสร้างรายได้ให้กับระบบเศรษฐกิจเป็นการชดเชยซึ่งกันและกัน เช่น การส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยว
การศึกษาในครั้งนี้ ได้เลือกพื้นที่ศึกษาสองแห่ง คือ ในท้องที่อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา และอำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เพราะในการศึกษาในคราวเดียวกันนี้มีหลายเรื่องประกอบกัน มีทั้งการพิจารณาองค์ประกอบสำหรับย่านอุตสาหกรรม การสร้างท่าเรือน้ำลึก การพัฒนาเมืองใหม่และวิสาหกิจชุมชน ที่จำเป็นจะต้องพิจารณาองค์ประกอบและรายละเอียดในหลายๆเรื่องเข้าด้วยกันและเปรียบเทียบซึ่งกันและกัน เพื่อประกอบการตัดสินใจในระดับนโยบายในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมว่าจะดำเนินการในระดับนโยบายเช่นใด ไม่ใช่เรื่องการศึกษาในระดับโครงการของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ว่าจะสร้างโรงงานเหล็กอย่างไร หรือเป็นการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเพื่อขออนุญาตก่อสร้างโรงงาน
การศึกษาครั้งนี้ สถาบันฯได้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะเกิดในทุกภาคส่วนเป็นสำคัญ และยึดเอาข้อแนะนำจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นแนวทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการพัฒนาเมืองอุตสาหกรรมเศรษฐกิจเชิงนิเวศน์ ซึ่งสถาบันฯได้กำหนดเป็นรายละเอียดของกรอบการศึกษาให้มีการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ศึกษาไปพร้อมกันกับการศึกษาการพัฒนาเมืองใหม่ เช่น การจัดการน้ำ ก็จะมีการแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำท่วม และการขาดแคลนน้ำ หรือศึกษาเรื่อง การพัฒนาวิสาหกิจชุมชน ด้วยพัฒนาการเลี้ยงกุ้งให้ได้ผลผลิตที่มากขึ้นและมีมาตรฐานสินค้าในการส่งออก รวมทั้งปัญหาอื่นๆในท้องถิ่นเช่นการจัดการต่อปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง หรือการจัดการระบบนิเวศน์จากการทำนากุ้ง เป็นต้น

อีกเรื่องหนึ่งที่สถาบันฯให้ความสำคัญ ก็คือ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียทั้งในระดับนโยบายและในระดับชุมชน โดยในระดับชุมชน ได้กำหนดให้บริษัทที่ปรึกษาจะต้องจัดให้การเสวนาย่อยกับชุมชน 2 รอบ และจัดให้มีการประชุมอบรมเพื่อให้ความรู้เรื่องการพัฒนาการเศรษฐกิจอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ และการประชุมสาธารณะ ตลอดจนการถ่ายทอดผลการศึกษาในแต่ละระยะต่อสื่อในชุมชนท้องถิ่นและสื่อในส่วนกลาง โดยให้นำเอาความคิดเห็นที่สะท้อนมาจากการมีส่วนในแต่ละระยะไปปรับปรุงการศึกษาเป็นการเพิ่มเติมตลอดการศึกษาของคณะผู้ศึกษา
สถาบันฯขอเรียนว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีมติไม่พัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กขึ้นในพื้นที่ใดเลยก็ตาม ผลการศึกษาในครั้งนี้ จะเป็นผลประโยชน์ต่อชุมชนที่จะนำไปประกอบการจัดทำแผนในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นของตนเอง และขอยืนยันว่าการศึกษาครั้งนี้เป็นเรื่อง จะ “พัฒนา หรือ ไม่พัฒนา” อุตสาหกรรมเหล็ก ไม่ใช่จะสร้างโรงงานเหล็ก

.............................................
รายละเอียดติดต่อเพิ่มเติม
ฝ่ายที่ปรึกษา 1
0-2541-4591-2
บริษัท อิมเมจ พลัส คอมมิวนิชั่น จำกัด
ที่ปรึกษาในโครงการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจและให้การยอมรับโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กแบบยั่งยืน
imageplus
 
โพสต์: 1
ลงทะเบียนเมื่อ: จ. ก.ค. 05, 2010 3:07 am

Re: งานประชาสัมพันธ์ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กแบบยั่งยืน

โพสต์โดย kung เมื่อ อ. ก.ค. 13, 2010 5:09 am

ไหนๆๆ กรุณาเอาข้อมูลให้คนจันท์อ่านทั้งที น่าจะเอามาให้หมดนะวันศุกร์ที่ 04 มิถุนายน 2010 เวลา 15:41 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ลงทุน-อุตสาหกรรม - ลงทุน-อุตสาหกรรม

User Rating: / 0

หากพิจารณาการบริโภคเหล็กของไทยที่มีปริมาณสูงถึง 12-13 ล้านตัน มีอุตสาหกรรมต่อเนื่องต้องการใช้เหล็กจำนวนมาก และมีแนวโน้มว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้าการใช้เหล็กอาจเพิ่มขึ้นเป็น 18 ล้านตันต่อปี ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนถึงความจำเป็นทางเศรษฐกิจที่จะตั้งโครงการเหล็กต้นน้ำคุณภาพสูงในประเทศ ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ของโลก 4 ราย ได้แก่ บริษัท นิปปอน สตีล คอร์ปอเรชั่นฯ และ บริษัท เจเอฟอี สตีล คอร์ปอเรชั่น จากญี่ปุ่น บริษัท บาวสตีล ของจีน และ บริษัทอาร์เซลอร์ มิตตาล สัญชาติอินเดีย
แต่ เนื่องจากโครงการดังกล่าวเป็นโครงการขนาดใหญ่ต้องการพื้นที่ถึง 5,000-6,000 ไร่ อยู่ใกล้ทะเล มีท่าเรือขนส่งระวางน้ำลึกไม่ต่ำกว่า 20 เมตร และต้องการปริมาณน้ำใช้ในอุตสาหกรรมถึง 100,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน อีกทั้งยังต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน จึงจำเป็นที่จะต้องทำการศึกษาความเป็นไปได้รอบด้าน และหาทางเลือกที่ดีที่สุดเพื่อประสานให้อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้และก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่ง"วิกรม วัชระคุปต์" ผู้อำนวยการสถาบันเหล็กและเหล็กกล้าแห่งประเทศไทย (ISIT) กำลังทำหน้าที่วางเข็มทิศในเรื่องนี้ ท่ามกลางมรสุมจากปัญหามาบตาพุด ความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และ "การยอมรับ" ของคนในพื้นที่
+นักลงทุนไม่ถอดใจ-เพื่อนบ้านยังนิ่ง
จากความยืดเยื้อและปัจจัยลบต่างๆ ที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะตั้งคำถามถึงแนวโน้มของนักลงทุนว่าจะยังคงสนใจเข้ามาลงทุนโครงการเหล็กต้นน้ำในประเทศไทยหรือไม่ ต่อเรื่องนี้ ผอ. สถาบันเหล็กฯ ยืนยันว่า กลุ่มนักลงทุนที่เคยแสดงความสนใจไว้ยังไม่ถอดใจแต่อย่างใด โดยกลุ่มทุนญี่ปุ่นยังให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการตอบแบบสอบถามและให้ข้อมูลที่จำเป็นครบถ้วนตามที่ร้องขอ ขณะเดียวกันบริษัทบาวสตีล จากจีน ก็มีการสอบถามถึงการศึกษาโครงการเหล็กต้นน้ำของไทยและขอให้แจ้งข่าวทันทีหากมีความคืบหน้า
ส่วนโครงการลงทุนเหล็กต้นน้ำของประเทศเพื่อนบ้าน อาทิ อินเดีย แม้ที่ผ่านมาจะมีโครงการมากมาย ถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้านเวียดนามมีการประกาศแผนลงทุนมาเป็นปีแต่ยังไม่มีโครงการที่ก่อสร้างเป็นเรื่องเป็นราว โครงการที่น่าจะไปเร็วที่สุดในเวียดนามคือโครงการของไต้หวัน แต่ก็มีเพียงออฟฟิศเท่านั้น ตัวโรงงานยังขยับไม่ได้เพราะมีปัญหาเรื่องการส่งมอบพื้นที่
"เท่าที่ดูโครงการเหล็กต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน ส่วนใหญ่มีปัญหาคล้ายๆ กัน เพราะการก่อสร้างโรงงานเหล็กเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ ใช้พื้นที่ 5,000-6,000 ไร่ การย้ายคนออกจากพื้นที่ไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้น เวลาเราศึกษาพื้นที่ในไทยก็จะดูว่า หากมีการตั้งโรงงานเหล็กจริง จะมีอะไรชดเชยคนในพื้นที่เดิมให้เขารู้สึกว่าการที่มีโรงงานใหญ่ๆ มาอยู่ เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน การอยู่ร่วมกันของอุตสาหกรรมกับชุมชนเป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องหาทางวางระบบ"
+ดันแนวคิด "โออิตะ โมเดล"
"วิกรม" กล่าวว่า สำหรับประเทศไทยในแง่พื้นที่มีความพร้อมและเหมาะสมหลายแห่ง แต่วิธีการที่จะทำให้เกิดโครงการนั้น เราพยายามทำอย่างที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว ยกตัวอย่างเมืองโออิตะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีโรงงานเหล็กนิปปอน สตีลตั้งอยู่ พื้นฐานเดิมชาวโออิตะทำประมงและการเกษตร เมื่อมีการถมทะเลปรับพื้นที่ลงทุนอุตสาหกรรม ชาวประมงบางส่วนสูญเสียอาชีพ จุดนี้ได้รับการชดเชยจำนวนหนึ่ง ขณะเดียวกัน นิปปอน สตีล ได้ตั้งบริษัทขนส่งสินค้าให้ชาวประมงกลุ่มนี้เป็นผู้ถือหุ้นและบริหารจัดการ โดยนิปปอนสตีล เป็นพี่เลี้ยง ป้อนงานและสนับสนุนจนธุรกิจเติบโตแข็งแรง อีกทั้งรัฐบาลท้องถิ่นยังสร้าง One Village One product ต้นตำรับโอท็อป (OTOP) เป็นการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าเกษตร ชดเชยปริมาณที่ขายได้น้อยเพราะพื้นที่เกษตรลดลงด้วย
จะเห็นได้ว่าเมื่อเกิดอุตสาหกรรมแล้ว มีการลงทุนโดยรัฐบาลพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ได้ประโยชน์จากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เศรษฐกิจโตขึ้น เม็ดเงินที่ได้นำไปสร้างอาชีพการเกษตร การบริการท่องเที่ยว เมืองนี้จึงเป็นกรณีตัวอย่าง เพราะเป็นเมืองที่การเกษตร ชุมชน อุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว อยู่ร่วมกันอย่างสมบูรณ์ แต่เรื่องอย่างนี้ยังไม่เห็นในบ้านเรา ต้องพยายามขายความคิดและวิธีการให้ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐ คีย์สำคัญคือการกระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น ให้สิทธิรัฐบาลท้องถิ่นบริหารจัดการ เพราะผู้ที่อยู่ในท้องถิ่นถือเป็นผู้มีส่วนได้เสีย
"เราได้พบผู้นำชุมชนโออิตะรุ่นที่เห็นการพัฒนาตั้งแต่แรก สำหรับเมืองไทยที่กำลังจะเริ่มโครงการ ได้รับคำแนะนำว่ามี 2 อย่างที่ต้องทำให้ได้ คือ 1.ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกันทั้งนักลงทุนกับชาวบ้าน ถ้าไม่ไว้เนื้อเชื่อใจกันโอกาสจะเกิดก็ยาก 2.เมื่อมีการพัฒนาแล้วต้องเติบโตด้วยกัน อุตสาหกรรมและประชาชนต้องได้ประโยชน์ทั้งคู่ ถ้าทำได้โครงการก็จะสำเร็จ"
+จันทบุรี-สงขลา น้ำตื้น
ด้านความคืบหน้าการลงพื้นที่ศึกษาความเหมาะสมสำหรับตั้งโครงการเหล็กต้นน้ำ ภายใต้งบประมาณ 30 ล้านบาท ดำเนินการใน 2 พื้นที่ คือ อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี และชายฝั่งทะเลจังหวัดสงขลา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่นากุ้งร้างและป่าเสื่อมโทรม การศึกษาได้สำรวจพื้นที่ใต้ทะเล เจาะชั้นหินว่าสร้างท่าเรือน้ำลึกได้หรือไม่ ตรวจวัดอากาศ ประเมินปริมาณน้ำ ร่างการวางท่อส่งน้ำและอ่างเก็บน้ำโดยคำนึงถึงการใช้น้ำทั้งหมด จากเดิมคาดว่าจะสรุปผลในเดือนกรกฎาคมแต่เนื่องจากเริ่มโครงการช้ากว่ากำหนดจึงคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2553 ส่วนปี 2554 ได้ของบประมาณที่เหลืออีก 10 ล้านบาทเพื่อให้ความรู้ด้านการกำกับดูแลสิ่งแวดล้อมแก่คนในพื้นที่
ผลการศึกษาล่าสุดพบว่าพื้นที่ในจังหวัดจันทบุรีและสงขลาเป็นพื้นที่น้ำตื้นทั้ง 2 แห่ง การลงทุนปรับพื้นที่สร้างท่าเรือน้ำลึกยากมาก แต่สาเหตุที่เลือกพื้นที่ดังกล่าวเพราะมองแง่สิ่งแวดล้อมทางทะเล เนื่องจากพื้นที่นี้มีความเสื่อมโทรมสูง ส่วนเรื่องการตอบรับของคนในสงขลาค่อนข้างดีกว่าจันทบุรีที่ยังมีความกังวลเรื่องพื้นที่นากุ้งและสวนผลไม้ ขณะที่เรื่องปริมาณน้ำนั้นจันทบุรีศักยภาพดีกว่า ทั้งนี้ พื้นที่ที่ดูจะพิจารณาทั้งโซนอุตสาหกรรม โซนพัฒนาเมือง จะมีการทำรายงานคาดการณ์ว่าเมืองจะโตเท่าไร รัฐต้องเข้าไปทำอะไรและอย่างไรสำหรับโครงสร้างพื้นฐานรองรับส่วนอื่นๆ ดูแลคนในพื้นที่ 30,000-40,000 ไร่รอบบริเวณไม่ใช่เฉพาะพื้นที่โครงการ 5,000 ไร่
"สิ่งที่ศึกษานั้น เราต้องการดูแนวคิดทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาเมืองใหม่ การเอาธุรกิจสังคมเข้าไปใส่ การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่เป็นเรื่องเป็นราว แนวคิดแบบนี้ชุมชนสามารถรับได้หรือไม่ โรงเหล็กอาจไม่ได้สร้างตรงนั้นก็ได้ แต่เรื่องแนวคิดต้องผ่าให้ทะลุ เพราะถ้าไม่สามารถดันแนวความคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันของภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนได้ โครงการอื่นๆ ก็เดินลำบาก สำหรับโออิตะ โมเดล คิดว่าคงไม่ง่าย ต้องมีพันธะสัญญาหลายส่วน ทั้งจากรัฐและนักลงทุน แต่ชาวบ้านที่ไหนก็คงคิดเหมือนกัน คือเขาจะเชื่อได้อย่างไร เพราะอดีตที่ผ่านไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านี้ การเจรจาเรื่องมาบตาพุดก็ยังไม่เห็นทิศทางเหล่านี้ การเอาโมเดลญี่ปุ่นลงมาทันทีคงไม่ได้"
ท้ายที่สุด ผอ. สถาบันเหล็กฯ ทิ้งท้ายว่า หากสมมติมีกระแสว่าโรงถลุงมาไม่ไหวจริงๆ ก็เป็นไปได้ว่าอาจทำเฉพาะโรงเหล็กรีดร้อน เหล็กรีดเย็น โรงถลุงเหล็กอาจตั้งในเวียดนามหรืออยู่ที่ไหนไม่รู้ แล้วปลายน้ำอยู่ที่จันทบุรีก็ได้ขึ้นอยู่กับผลการศึกษาและผลการตอบรับจากประชาชน
นายวิกรม วัชระคุปต์
"โรงเหล็กอาจไม่ได้สร้างตรงนั้นก็ได้ แต่เรื่องแนวคิดต้องผ่าให้ทะลุ เพราะถ้าไม่สามารถดันแนวความคิดเรื่องการอยู่ร่วมกันของภาคอุตสาหกรรมกับชุมชนได้ โครงการอื่นๆ ก็เดินลำบาก"
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,537 6-9 มิถุนายน พ.ศ. 2553
kung
 
โพสต์: 2
ลงทะเบียนเมื่อ: อ. มิ.ย. 22, 2010 12:40 pm

Re: งานประชาสัมพันธ์ โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมเหล็กแบบยั่งยืน

โพสต์โดย tt_namdang เมื่อ จ. ส.ค. 16, 2010 3:12 pm

ทำไมไม่ประชาสัมพันธ์ ผลกระทบแบบยั่งยืนบ้างละครับ แบบว่าโครงการพัฒนาโรคอย่างยั่งยืน
tt_namdang
 
โพสต์: 2
ลงทะเบียนเมื่อ: จ. ส.ค. 16, 2010 2:47 pm


ย้อนกลับไปยัง ประกาศ ประชาสัมพันธ์

ผู้ที่กำลังออนไลน์

ผู้ที่กำลังดูฟอรั่มนี้เป็นสมาชิก: ไม่มีสมาชิกใหม่ ท่าน และ 1 บุคคลทั่วไป

cron