หน้าหลักกาชาด

ความเป็นมา

กำหลักการกาชาดสากล กำหนดรับบริจาคโลหิต เว็บบอร์ด

ติดต่อกาชาดจังหวัด

 
การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตจากอาสาสมัคร



                       เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (Stem cells) เป็นเซลล์ซึ่งทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เซลล์นี้ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่เราเกิดจนเสียชีวิต Stem cells มีคุณสมบัติพิเศษคือสามารถแบ่งตัวให้กำเนิดตัวเองได้ด้วย จึงทำให้ไม่มีวันหมดไปจากร่างกายเหมือนเส้นผมหรือเล็บซึ่งสามารถงอกใหม่ได้ตลอดเวลา ในทางการแพทย์การบริจาค stem cells จากบุคคลหนึ่งให้อีกบุคคลหนึ่งจึงเป็นสิ่งที่กระทำได้โดยไม่มีอันตรายต่อผู้บริจาค
Stem cells มีปริมาณมากที่สุดในไขกระดูก (bone marrow) ซึ่งอยู่ในโพรงภายในกระดูก ไขกระดูกนี้มีอยู่ในโพรงกระดูกทั่วร่างกายโดยเฉพาะบริเวณกระดูกสะโพกและกระดูกสันหลัง นอกจากนี้ stem cells ยังมีอยู่ในเลือด รก และตับของทารกในครรภ์ แต่ปริมาณไม่มากนัก การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตขณะนี้กระทำกันมากโดยเอา stem cells จากไขกระดูกหรือเลือด
โรคซึ่งสามารถรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต มักได้แก่โรคซึ่งผู้ป่วยเกิดมีความผิดปกติของ stem cells ทำให้มีการสร้างเม็ดเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งถ้ารุนแรงมากพอก็จะทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต ตัวอย่างของโรคดังกล่าวได้แก่ โรคไขกระดูกฝ่อ (aplastic anemia) มะเร็งเม็ดโลหิตขาวทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง (acute and chronic leukemia) เนื่องจากเป็นโรคของ stem cells การรักษาที่ได้ผลที่สุดจึงได้แก่การเปลี่ยน stem cells ที่ปกติให้กับผู้ป่วย นอกจากนี้โรคซึ่งไม่ได้เกิดกับ stem cells แต่ก็สามารถให้การรักษาด้วยการปลูกถ่าย stem cells ได้แก่มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็ง myeloma มะเร็งเต้านม และโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย
                     การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตแบ่งเป็น 2 ชนิดตามคุณลักษณะของผู้บริจาคได้แก่ ได้มาจากตัวเอง (autologous) หรือได้มาจากบุคคลอื่น (allogeneic) กรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคของ stem cells เอง stem cells ที่จะใช้ต้องได้มาจากบุคคลอื่นเสมอ
                     ผู้ที่บริจาค stem cells ในเบื้องต้นต้องเป็นผู้ที่แพทย์ได้ตรวจประเมินแล้วว่ามีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่มีโรคประจำตัวร้ายแรง และข้อสำคัญที่สุดต้องมีชนิดของเนื้อเยื่อที่เรียกว่า HLA (histocompatibility leucocyte antigen) ตรงกับผู้ป่วย การตรวจ HLA สามารถกระทำได้จากการตรวจเลือดคล้ายกับการตรวจหมู่เลือด A, B, O แต่วิธีการยุ่งยากซับซ้อนกว่า ผู้บริจาคได้รับการเจาะเลือดประมาณ 10-15 ซีซีเพื่อตรวจชนิดของ HLA โดยทั่วไปแพทย์จะเลือกผู้บริจาคที่เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดากับผู้ป่วยก่อน แต่โอกาสที่จะพบผู้บริจาคดังกล่าวมีเพียงร้อยละ 25-30 ของผู้ป่วย ซึ่งขึ้นกับจำนวนพี่น้องของผู้ป่วยว่ามีมากน้อยเพียงใด เมื่อไม่มีพี่น้องที่สามารถเป็นผู้บริจาคได้ แพทย์จึงพิจารณาผู้บริจาคอื่นๆที่ไม่ใช่สายเลือดของผู้ป่วย แต่มี HLA ตรงกัน
การบริจาคเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตที่นิยมทำกันได้แก่ จากไขกระดูกหรือจากเลือด แต่ในปัจจุบันจะนิยมเก็บจากเลือดมากกว่า เพราะวิธีการง่ายกว่าและผู้บริจาคไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล ผู้บริจาคจะได้รับการฉีดยากระตุ้น (granulocyte colony stimulating factors) เข้าใต้ผิวหนัง 4-5 วันก่อนการเก็บ stem cells ทั้งนี้เพื่อให้มี stem cells ออกมาในเลือดเป็นจำนวนมาก เมื่อถึงวันเก็บเซลล์ผู้บริจาคก็จะไปบริจาคเซลล์โดยอาศัยเครื่องมือที่เรียกว่า automated blood cell separator เลือดจากผู้บริจาคจะไหลเวียนผ่านเครื่องมือดังกล่าว ซึ่งสามารถเลือกเก็บเฉพาะส่วนที่เป็น stem cells ไว้ เซลล์เม็ดเลือดชนิดอื่นๆรวมทั้งพลาสมาจะไหลเวียนออกจากเครื่องกลับคืนเข้าตัวผู้บริจาค วิธีการนี้จะเหมือนกับการบริจาคเกล็ดเลือดทุกประการ เวลาที่ใช้ในการบริจาคประมาณ 3 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉลี่ยมักจะต้องทำ 2 วันจึงได้ stem cells เพียงพอ ยาที่ใช้ฉีดกระตุ้นเป็นสารที่มีอยู่แล้วในร่างกาย จึงไม่มีอาการข้างเคียงที่สำคัญต่อผู้บริจาค
                       การบริจาค stem cells จึงนับเป็นการบริจาคอวัยวะซึ่งง่ายกว่าการบริจาคอวัยวะอื่นๆมาก วิธีการไม่สลับซับซ้อน ผู้บริจาคไม่สูญเสียสิ่งใดจากร่างกาย แต่สามารถช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่ร้ายแรง ถ้าท่านต้องการเป็นผู้บริจาค stem cells ท่านสามารถแสดงเจตจำนงได้ที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ เจ้าหน้าที่จะทำการตรวจเลือดเหมือนกับที่ตรวจกับผู้บริจาคโลหิตอื่นๆ แต่เพิ่มการตรวจ HLA ซึ่งเป็นการตรวจพิเศษ ผลการตรวจ HLA ของท่านจะถูกเก็บไว้ในข้อมูลทะเบียนของอาสาสมัครเพื่อบริจาค stem cells เมื่อมีแพทย์ติดต่อขอ stem cells จากอาสาสมัครมาที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ และผู้ป่วยรายนั้นมี HLA ตรงกับท่าน เจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับมายังท่านอีกครั้งเพื่อยืนยันความสมัครใจ หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตรวจร่างกายท่านอย่างละเอียดเพื่อยืนยันว่าท่านสามารถเป็นผู้บริจาค stem cells ได้ จากนั้นท่านก็จะได้รับการฉีดยากระตุ้น stem cells และบริจาค stem cells โดยใช้เครื่องมือพิเศษดังกล่าวข้างต้น ซึ่งวิธีการทั้งหมดนี้สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
                       จึงเห็นได้ว่าการสมัครเป็นอาสาสมัครเพื่อบริจาค stem cells ถือเป็นการบริจาคที่ได้บุญกุศลสูงสุดวิธีหนึ่ง เนื่องจากเป็นการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ซึ่งกำลังเจ็บป่วยด้วยโรคร้ายแรงซึ่งมักเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว ถ้าท่านสนใจต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติม โปรดติดต่อมาที่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย โทรศัพท์ 02-2513111 ต่อ 114, 162

 

 

 

>> ย้อนกลับ