|

แม้ว่าปัจจุบันโรคนี้จะไม่แพร่ระบาดมากเหมือนโรคเอดส์
แต่ก็ควรพึงสังวรไว้ว่าจุดจบของโรคก็ไม่แตกต่างกันนัก
หากวันหนึ่งที่บังเอิญถูกสัตว์กัด
สิ่งแรกที่ควรจะคิดไว้ก็คือเราจะได้รับเชื้อโรคพิษสุนัขบ้าหรือไม่
ในประเทศที่มีโรคนี้ชุกชุม
เขาให้ประเมินไว้เลยว่าหากถูกสัตว์กัดให้ถือว่ามีความเสี่ยงที่จะได้รับเชื้อ
ฉะนั้นทุกคนที่ถูกสัตว์กัดโดยเฉพาะสุนัขจะต้องได้รับการฉีดวัคซีน
ซึ่งวัคซีนที่ให้ก็ถือเป็นการป้องกันที่ไม่ใช่การรักษา
การได้รับวัคซีนจึงต้องกระทำทันทีและอาจจำเป็นต้องได้รับเซรุ่มควบคู่ไปด้วย
เพราะเมื่อใดที่อาการโรคปรากฏแล้วคงหมดโอกาสที่จะรอดได้
มีการรวบรวมสถิติผู้เสียชีวิตด้วยโรคติดเชื้อต่างๆทั่วโลก
พบว่าโรคพิษสุนัขบ้าก็เป็นสาเหตุต้นๆ ที่คร่าชีวิตชาวโลกตกปีละประมาณ
60,000 ราย โดยสถิติของผู้เสียชีวิตเกินครึ่งมาจากประเทศอินเดีย
สาเหตุสำคัญที่โรคพิษสุนัขบ้าแพร่ระบาดอย่างหนักในอินเดีย
ก็เนื่องมาจากการติดเชื้อจากสุนัขซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมากและส่วนใหญ่ก็เป็นสุนัขเร่ร่อนจรจัดที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีน
โรคพิษสุนัขบ้าพบในทุกทวีปแต่ชุกชุมในทวีปเอเชียและแอฟริกา
มีอยู่หลายประเทศที่มีรายงานว่าปลอดจากโรคพิษสุนัขบ้าซึ่งส่วนใหญ่จะมีภูมิประเทศเป็นเกาะเช่น
อังกฤษ สเปน โปรตุเกต สวีเดน ฟินแลนด์ นอร์เวย์ กรีซ ญี่ปุ่น
และสิงคโปร์ โดยที่แต่เดิมออสเตรเลียก็มีชื่อติดอยู่ในกลุ่มนี้
แต่มาเมื่อ พ.ศ.2539 มีคนถูกค้างคาวที่เรียกว่า flying fox
กัดและเสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า
ตำนานของการเป็นประเทศที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าจึงเป็นอันสิ้นสุดและยังเป็นที่มาของ
genotype ล่าสุดที่ 7 ที่ให้ชื่อว่า Australian bat lyssavirus อีกด้วย
ประเทศทางแถบยุโรปหรืออเมริกา
สัตว์ที่เป็นพาหะของโรคส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ป่าและค้างคาว
ซึ่งต่างจากประเทศทางแถบเอเซียที่พบว่าสัตว์เลี้ยงโดยเฉพาะสุนัขกลับเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ
สุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทเดียวที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันมากที่สุดขณะเดียวกับที่พบว่าเป็นโรคพิษสุนัขบ้ามากที่สุดเช่นกัน
ตามพระราชบัญญัติป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า พ.ศ. 2535 โดยกรมปศุสัตว์
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
กำหนดให้นำลูกสุนัขมารับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าครั้งแรกตั้งแต่อายุ
2 เดือนขึ้นไปแต่ไม่เกิน 4 เดือนและให้ฉีดกระตุ้นซ้ำทุกปี
แต่จากรายงานการสอบสวนโรคของกระทรวงสาธารณสุขพบว่าผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้าทั้งหมด
37 ราย (พ.ศ. 2544) มีประวัติว่าถูกสุนัขบ้ากัด 29 ราย
และในจำนวนนี้เป็นสุนัขอายุต่ำกว่า 3 เดือนถึง31% (9/29)
แสดงให้เห็นว่าลูกสุนัขเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อย่าหลงไว้วางใจว่าจะปลอดภัย
โดยที่คนส่วนใหญ่มักเชื่อกันว่าลูกสุนัขวัยนี้ยังมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับมาจากแม่
ทั้งๆ
ที่มีงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าลูกสุนัขไทยวัยก่อนเกณฑ์ฉีดวัคซีนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคพิษสุนัขบ้า
เกณฑ์อายุที่เหมาะสมสำหรับการเริ่มให้วัคซีนในลูกสุนัขยังขาดการศึกษาอย่างจริงจัง
การละเลยหรือมองข้ามประชากรสุนัขกลุ่มนี้จึงอาจเป็นจุดอ่อนของการควบคุมโรค
สุนัขที่ไม่ได้รับการฉีดวัคซีนอย่างต่อเนื่องทุกปีก็อาจเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเสี่ยง
เนื่องจากผลการวิจัยพบว่าการฉีดวัคซีนเพียงเข็มเดียวไม่สามารถคุ้มโรคได้ตลอด
ดังปรากฏบ่อยๆว่าสุนัขที่เคยฉีดวัคซีนก็เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้
การรณรงค์ให้นำสุนัขไปฉีดวัคซีนกระตุ้นทุกปีจึงควรเข้มข้นพอๆกับการให้นำสุนัขไปฉีดวัคซีนครั้งแรก
หลายคนอาจคิดว่าการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้าค่อนข้างประสบความสำเร็จเพราะดูจากสถิติผู้เสียชีวิตที่ลดลงทุกปี
ซึ่งคิดอย่างนั้นอาจจะถูกแต่คงไม่ทั้งหมด
เพราะเราคงลืมนึกถึงต้นทุนการป้องกันโรคที่ยังต้องจ่ายอยู่ทุกปีและมีแนวโน้มว่าจะจ่ายเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ
เช่น
ถ้าดูจากสถิติของผู้มารับการฉีดวัคซีนและเซรุ่มป้องกันในแต่ละปีจะเห็นว่ามีจำนวนที่เพิ่มขึ้น
มีผู้ประมาณการเฉพาะการนำเข้าวัคซีนตกปีละไม่ต่ำกว่า 700
ล้านบาทได้เคยมีการสำรวจประชากรสุนัขในเขตกรุงเทพมหานครหลายครั้ง
ครั้งล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. 2542 ที่พบว่ามีสุนัขอยู่ประมาณ 6แสนกว่าตัว
ในจำนวนนี้เป็นสุนัขที่ไม่มีเจ้าของประมาณแสนกว่าตัว
สำนักอนามัยกรุงเทพมหานครประมาณการว่า แต่ละปีจะมีสุนัขจรจัดเพิ่มขึ้น
3-4 หมื่นตัว
โดยส่วนหนึ่งมาจากการออกลูกของสุนัขจรจัดที่มีอยู่เดิมและอีกส่วนหนึ่งมาจากสุนัขที่เจ้าของไม่ต้องการแล้วนำมาปล่อยไว้
สุนัขจรจัดเป็นแหล่งโรคที่สำคัญที่สุด
อาการของสุนัขที่เป็นโรคโดยทั่วไปจะมี2ลักษณะ คือ แบบดุร้าย (furious
form) และแบบซึม (dumb form)
ข้อมูลของกรมปศุสัตว์แสดงไว้ว่าจะพบแบบดุร้ายมากกว่าแบบซึมประมาณ 3
เท่า และที่สำคัญจะมีสุนัขที่เป็นโรคอยู่ประมาณเกือบ 2%
ที่ไม่แสดงอาการผิดปกติจนกระทั่งตาย (asymptomatic form)
รายงานวิจัยจากประเทศเอธิโอเปียและอินเดียก็ยืนยันการพบสุนัขที่มีเชื้อแต่ไม่แสดงอาการซ้ำยังเป็น
abortive rabies infection
ที่ปล่อยเชื้อออกมาทางน้ำลายเป็นระยะแต่มีชีวิตอยู่ได้เป็นปีๆโดยไม่เป็นโรค
ดังนั้นหากเรามัวยึดคัมภีร์เล่มเก่าที่ให้สังเกตอาการสุนัขอย่างเดียวคงเป็นเรื่องน่าอันตราย
มีนักวิจัยหลายกลุ่มได้ทำการสำรวจหาเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัขจรจัดเริ่มมาตั้งแต่ปีพ.ศ.
2506 โดยได้เลือกสำรวจในพื้นที่เสี่ยง ณ ขณะนั้นๆ เช่น อุดร นครสวรรค์
ขอนแก่น และล่าสุดที่เพชรบูรณ์ ที่กรุงเทพมหานครเคยมีการสำรวจมาแล้ว 4
ครั้ง ครั้งสุดท้ายเมื่อ 22 ปีที่แล้วซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจที่พบว่า
มีสุนัขอยู่กลุ่มหนึ่งตายเองระหว่างกักไว้เพื่อรอฆ่าโดยไม่แสดงอาการผิดปกติมาก่อน
และเมื่อตรวจสมองก็พบว่าติดเชื้อไวรัสโรคพิษสุนัขบ้า
วงจรการติดเชื้อในสุนัขอาจเขียนให้เห็นภาพได้ดังรูปที่ 1
จากงานวิจัยพบว่าเมื่อคนถูกสุนัขกัด
คนส่วนใหญ่จะปล่อยสุนัขไปโดยไม่จับไว้สูงถึง 85.7%
มีเพียงส่วนน้อยที่จะจับสุนัขนั้นไว้แล้วฆ่าเพื่อส่งตรวจสมอง (0.5%)
และอีกส่วนจะกักไว้ดูอาการ 10 วัน (10.6%)
ซึ่งปัจจุบันด้วยวิทยาการที่ทันสมัยขึ้นทำให้เราสามารถทำการตรวจหาเชื้อในน้ำลายและในน้ำไขสันหลังควบคู่ไประหว่างการกักดูอาการได้ด้วย
ในจำนวนสุนัขที่หนีหรือปล่อยไปนั้น
หากเป็นสุนัขที่มีเชื้ออยู่ก็อาจไปกัดคนอื่นๆ สัตว์อื่นๆ
หรือแม้แต่กับพวกเดียวกันได้ต่อไป
การถ่ายทอดเชื้อจึงเกิดขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด
ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรที่จะสามารถตัดวงจรการถ่ายทอดและกำจัดสุนัขที่เป็น
reservoir นี้ได้
การกำจัดสุนัขจรจัดไม่ใช่คำตอบสุดท้ายที่จะใช้กับสุนัขยุคนี้
เพราะความเข้มแข็งขององค์กรพิทักษ์สัตว์ที่มีบทบาทมากขึ้นรวมทั้งนักวิจัยเองก็ถูกควบคุมด้วยเรื่องของจรรยาบรรณการใช้สัตว์
การฆ่าสุนัขจรจัดเพียงเพื่อตรวจหาเชื้อในสมองอย่างแต่ก่อนคงทำไม่ได้
จึงเป็นหน้าที่ของนักวิชาการที่จะคิดกระบวนการวิธีที่อาจต้องอาศัยวิทยาการการตรวจหาเชื้อแบบใหม่
ๆ ที่ไม่ต้องเบียดเบียนชีวิตมาช่วยแก้ปัญหายากๆ ข้อนี้
หากเป็นไปตามแผนพัฒนาสาธารณสุขแห่งชาติฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2545-2549)
ภายในปี พ.ศ. 2549 ก็จะไม่มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคพิษสุนัขบ้า
และเมื่อเข้าสู่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 10 (พ.ศ.2550-2554)
ก็จะสามารถกำจัดสัตว์พาหะได้หมด
ฝันที่วาดไว้จะสลายหรือกลายเป็นฝันที่เป็นจริงก็คงขึ้นกับหน่วยงานที่รับผิดชอบจะจริงจังและประสานความร่วมมือเพียงใด
มาตรการหลักที่นำมาใช้ไม่ว่าจะเป็นการระดมฉีดวัคซีนให้กับสุนัขให้ได้อย่างน้อย
80% ของสุนัขทั้งหมดซึ่งต้องเน้นให้มีการฉีดกระตุ้นซ้ำอีกทุกปี
การควบคุมประชากรสุนัขและจดทะเบียนฝังไมโครชิพ
หรือการสร้างระบบการเฝ้าระวังโรคที่เข้มแข็งทั้งแบบเชิงรุกและเชิงรับ
ล้วนเป็นกิจกรรมที่ต้องอาศัยทั้งกำลังเงินและกำลังปัญญา
ดัชนีชี้วัดความสำเร็จคงได้ประจักษ์อีกไม่นาน
|