|

ข้าวโพดต้ม ของดีกว่าที่คิด
เราเคยเชื่อกันว่า ผักผลไม้ดิบ สดจากธรรมชาติ
จะมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าที่เอามาหุงต้ม และหลายคนเข้าใจว่า
การต้มข้าวโพดต้องต้มเร็วๆ พอสุก ไม่ต้มนานๆ
แต่นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยคอร์เนล ทำให้ความเชื่อนั้นเริ่มสั่นคลอน
เมื่อรายงานว่า
การกินข้าวโพดต้มสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจและมะเร็งได้
นักวิจัยพบว่า การต้มทำให้ข้าวโพดปล่อยสารแอนตี้ออกซิแดนท์ออกมาหลายตัว
และที่สำคัญตัวหนึ่งที่ชื่อว่า กรดเฟอรูลิก (Ferulic acid)
กรดเฟอรูลิกสำคัญอย่างไร
กรดเฟอรูลิกเป็นกรดอินทรีย์
เป็นสารสำคัญที่เป็นตัวช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพ
กรดเฟอรูลิกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ จึงถูกใช้สำหรับต่อต้านการแก่
(aging) ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง โรคหัวใจ ไข้หวัด
รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ ต่อต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลต (จึงป้องกันมะเร็งผิวหนังได้)
กรดเฟอรูลิก
เป็นสารแอนตี้ออกซิแดนท์ที่มีประสิทธิภาพสูงมากในเนื้อเยื่อของคนเวลาที่คนเราออกกำลังร่างกาย
โดยเฉพาะการออกกำลังชนิดแอโรบิก ซึ่งมีการใช้ออกซิเจนมากในร่างกาย
นั่นคือ เกิดออกซิไดส์(Oxidize) หรือเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน
(Oxidation)
ในร่างกายคน คำว่า ออกซิไดส์ หรือ ออกซิเดชัน หมายถึง
ปฏิกิริยาจากออกซิเจน นั่นเอง การออกซิไดส์ในร่างกาย
ถ้าจะเปรียบให้เข้าใจง่ายๆ ก็ทำนองเดียวกับการเกิดสนิมเหล็กที่ตัวถัง
รถยนต์นั่นเอง
การเกิดสนิมเป็นปฏิกิริยาออกซิไดส์ที่เหล็กสัมผัสกับออกซิเจนและความชื้นในอากาศ
และกลายเป็นสนิม และในที่สุด รถก็จะผุพังไป ร่างกายคนเราก็เช่นเดียวกัน
มีการออกซิไดส์เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ยิ่งมีการใช้ออกซิเจนมาก
ยิ่งมีการออกซิไดส์มาก
ปกติธาตุออกซิเจนเป็นธาตุที่ขาดไม่ได้สำหรับชีวิต แม้กระนั้น
ก็ตามออกซิเจนในบางรูปก็อาจเป็นอันตรายได้ โมเลกุลของออกซิเจนปกติ (ออกซิเจนดี)
จะมีอิเล็กตรอนอยู่กันเป็นคู่ ทำให้เป็นโมเลกุลของออกซิเจนที่คงตัว
แต่ถ้าออกซิเจนมีการสูญเสียอิเล็กตรอน ทำให้อิเล็กตรอนขาดคู่
จะไม่คงตัว เรียกว่า อนุมูลอิสระ (ออกซิเจนตัวร้าย)
ที่เรียกว่าเป็นตัวร้ายเพราะมันไม่เสถียร
จึงเคลื่อนที่พล่านไปเพื่อหาอิเล็กตรอน
และฉกเอาอิเล็กตรอนจากเซลล์อื่นๆ และเข้าไปเกาะอยู่กับเซลล์
ก็ทำให้โมเลกุลในเซลล์นั้นกลายเป็นอนุมูลอิสระที่มีออกซิเจนเป็นแกน
ถ้ามีมากจะทำลายเซลล์ในเนื้อเยื่อ นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า
กระบวนการนี้คือ กระบวนการแก่ (Aging process) ของคนนั่นเอง
เวลาที่คนเราออกกำลังกาย ถ้าอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น ไม่ได้ถูกกำจัดออก
จะก่อให้เกิดความผิดปกติของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อล้า
ไม่สามารถเล่นต่อไปได้ ปวดกล้ามเนื้อ และกล้ามเนื้ออักเสบได้
กรดเฟอรูลิกในร่างกายจะทำหน้าที่กำจัดออกซิเจนตัวร้ายทันที
ที่เกิดขึ้น โดยการจัดส่งอิเล็กตรอนให้ทันที
จึงไม่สามารถไปฉกเอาอิเล็กตรอนจากเซลล์ของเนื้อเยื่อ อาการผิดปกติต่างๆ
จึงไม่เกิดขึ้น
ดังนั้น การออกกำลังกายก็ต้องมีข้อควรระวังด้วย
ไม่ใช่ออกกำลังกายอย่างเดียว แต่ต้องเตรียมสุขภาพและกินอาหารที่ดีด้วย
คนที่มีสุขภาพไม่ได้ ขาดสารอาหารหรืออ่อนแอ
ควรออกกำลังได้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น
และต้องมีการเตรียมตัวในด้านอาหารและโภชนาการด้วย
เมื่อเป็นเรื่องปกติที่จะต้องเกิดการออกซิไดส์ในร่างกาย
ร่างกายก็ต้องมีกลไกในการควบคุม
เหมือนกับที่เราป้องกันไม่ให้เหล็กเป็นสนิม หรือไม่ให้ผุก่อนเวลาอันควร
ร่างกายคนจึงมีสารกำจัดอนุมูลอิสระ หรือบางทีเรียกว่า
สารแอนตี้ออกซิแดนท์
คือสารที่ทำหน้าที่จัดส่งอิเล็กตรอนให้ออกซิเจนตัวร้าย
เพื่อให้เป็นออกซิเจนตัวดี
นั้นเองตามสภาวะที่ถือว่าเป็นอุดมคติ (คือ กินอาหารถูกต้องสมบูรณ์
สิ่งแวดล้อมที่ไม่มีพิษภัย อากาศดี)
ร่างกายก็จะมีสารกำจัดอนุมูลอิสระอยู่แล้วโดยธรรมชาติ
และจะไม่ปล่อยให้อนุมูลอิสระเพ่นพ่านในร่างกาย
แต่ความเป็นจริงที่เราต้องเผชิญในชีวิตจริงนั้น
อุดมคติเหล่านั้นไม่มีเหลืออยู่แล้ว
กลับมีแต่สิ่งที่ส่งเสริมการเกิดอนุมูลอิสระ
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าผลิตภัณฑ์ที่เราใช้กันเกือบทุกชนิด
เป็นแหล่งส่งเสริมการเกิดอนุมูลอิสระ ไม่ว่าจะเป็นไอเสียรถยนต์
ควันบุหรี่ สารพิษฆ่าแมลง แม้กระทั่งสเปรย์ระงับกลิ่นตัว
หรือยารักษาโรคที่เรากินตามแพทย์สั่ง
ก็เป็นสารส่งเสริมอนุมูลอิสระทั้งสิ้น
ในข้าวโพดหวานตามธรรมชาติ จะมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่
และมีตัวที่สำคัญคือ
กรดเฟอรูลิกในข้าวโพดดิบจะแฝงตัวอยู่ในผนังเซลล์ของพืช
อยู่ในรูปของกลูโคไซด์ (คือ
สารที่น้ำตาลกลูโคสเป็นองค์ประกอบที่ทำให้ข้าวโพดหวาน)
เมื่อข้าวโพดถูกต้มนานๆ
สารแอนตี้ออกซิแดนท์และกรดเฟอรูลิกจะถูกปลดปล่อยออกมาเป็นอิสระ
นักวิจัยพบว่า ถ้าต้มข้าวโพดยิ่งนาน ปริมาณของสารแอนตี้
ออกซิแดนท์จะถูกปล่อยออกมามากขึ้น ถ้าต้มข้าวโพดที่ 115 องศาเซลเซียส
เป็นเวลา 10 นาที ปริมาณของสารแอนตี้ออกซิแดนท์จะเพิ่มขึ้น 21% ถ้าต้ม
25 นาที จะได้สารแอนตี้ออกซิแดนท์เพิ่มขึ้น 44% และถ้าต้ม 50 นาที
จะได้เพิ่มถึง 53%
แต่เมื่อวัดปริมาณเฉพาะกรดเฟอรูลิกที่ถูกปล่อยออกมาพบว่า
กรดนี้มีปริมาณเพิ่มขึ้นถึง 240% (เมื่อต้ม 10 นาที), 550% (เมื่อต้ม
25 นาที) และ 900% (เมื่อต้ม 50 นาที)
คนจำนวนมาก ชอบกินข้าวโพดหวานดิบ
เพราะเชื่อว่ามีสารอาหารครบถ้วนสมบูรณ์ดี หลายตนชอบต้มเพียงพอสุก
เพราะเกรงความหวานจะหายไป ผลงานวิจัยนี้เสนอแนะให้ทราบว่า
ข้าวโพดต้มมีคุณค่าทางอาหารสูงมาก ในแง่ของการให้สารแอนตี้ออกซิแดนซ์
แม้ว่าวิตามินบางตัว เช่น วิตามินซี จะหายไปบ้าง
อย่างไรก็ตามข้าวโพดก็ไม่ใช่แหล่งที่ดีสำหรับวิตามินซีอยู่แล้ว
จะเห็นว่า ข้าวโพดต้มจะมีคุณค่ามากกว่าที่เราคิดมากมายนัก และปู่ ย่า
ตา ยาย ได้พาเรากินกันมานานแล้ว
แต่พวกฝรั่งเริ่มจะมารู้จักกินกันไม่นานนัก แต่น่าเสียใจที่เด็กๆ
ของเรา โดยเฉพาะเด็กเล็กไม่รู้จักกินของพวกนี้ เพราะสังคม
(จากการโฆษณาและสื่อ) จะสอนให้เด็กกินแต่กากของข้าวโพด เช่น ของอบกรอบ
ของเค็มปรุงแต่งรสทั้งหลายซึ่งล้วนแล้วแต่ไม่เป็นผลดีเลยสำหรับสุขภาพของเด็ก
แต่ดีสำหรับสุขภาพความร่ำรวยของผู้ผลิต
ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะคิดห่วงใยลูกหลานของเราบ้าง อย่า
ส่งเสริมให้พวกเขาเป็นสนิมผุพังไปเสียก่อนวัยอันควร
แต่ช่วยกันพ่นฟลิ้นโคทป้องกันสนิม
ด้วยการช่วยกันหัดให้เขาหันกลับมากินของไทยๆ แบบดั้งเดิมที่ปู่ ย่า ตา
ยาย พาเรา
|